ผ้าซิ่นมุกตีนจกลายงูเหลือมสลับหงส์เครือ

กลุ่มงานศิลปหัตถกรรม ประเภทงานหัตถศิลป์ไทย

ผ้าซิ่นมุกตีนจกลายงูเหลือมสลับหงส์เครือ เป็นซิ่นไหมตีนจกลวดลายโบราณที่ครูจงจรูญสร้างสรรค์จากองค์ความรู้ที่ได้รับการสืบทอดมาจากวัฒนธรรมการทอผ้าของชาว ไท-ยวน เมืองลับแล ทอจากไหมย้อมสีธรรมชาติทั้งผืน เป็นลายแบบโบราณดั้งเดิมที่นิยมทอดอกมุกโดยใช้ผ้าพื้นเป็นสีดำจกด้วยไหมสีเขียว ตัวผ้าตีนจกมีการเพิ่มลายหลักให้เยอะขึ้นเป็นลายขนาดใหญ่ มีองค์ประกอบของผ้าตามแบบผ้าซิ่นโบราณไท-ยวน ได้แก่

  • เอวซิ่น หรือหัวซิ่น เป็นผ้าไหมสีขาวและผ้าไหมสีแดงเย็บต่อกัน
  • ตัวซิ่น  ทอเหยียบมุกเป็นลายดอกมุกรวดดำเขียวเข้ม ทอแบบ 5 ตะกอ คือ ทอเหยียบมุก 3 ตะกอ และทอเหยียบธรรมดา 2 ตะกอ, เก็บลายทอจกด้านบนเป็นลายเกล็ดเครือวัลย์กาบ ด้านล่างเป็นลายเกล็ดเครือวัลย์
  • ตีนซิ่น เป็นตีนจก มีลายหลักขนาดใหญ่ (ลวดลายใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางผ้าตีนจก) เป็นลายงูเหลือม 4 ตัว ตรงกลางเป็นลายหงส์เครือ จบลายด้วยลายไทรย้อย

มี หมายซิ่น อยู่ระหว่างลายตีนซิ่นทั้งสองข้างไม่ให้ลายชนกัน เพื่อป้องกันคุณไสย์หรือมนต์ดำแก่ผู้สวมใส่ตามความเชื่อของไท-ยวน ชาวลับแล อีกทั้งทอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ทออีกด้วย

ประเภทงานหัตถกรรม :
เครื่องทอ
กลุ่มวัฒนธรรม :
ไท-ยวน
ขนาด :
กว้าง 110 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร
วัสดุ :
1. เส้นไหม 2. น้ำด่าง ( น้ำผสมบู่เหลว หรือ น้ำยาล้างจาน) 3. วัตถุดิบให้สีจากธรรมชาติ ได้แก่ - มะเกลือ ให้สีดำ - ลูกมะกาย หรือ แก่นไม้ขนุน ให้สีเหลือง - ครั่ง ให้สีแดง หรือสีชมพู - คราม ให้สีน้ำเงิน - ใบสมอ หรือไม้มะกาย และคราม ให้สีเขียว - คราม และครั่ง ให้สีม่วง - เปลือกไม้ประดู่ หรือเปลือกสะเดา ให้สีน้ำตาล - เปลือกไม้รัง หรือ ไม้เต็ง ให้สี สีน้ำตาลทอง 4. สารธรรมชาติช่วยในกระตุุ้นสีและให้ติดสี (mordant) เช่น สารส้ม เกลือ น้ำด่าง
อายุ/ปีที่ผลิต :
2565
รายละเอียดชิ้นงาน

เทคนิคที่ใช้ : ทอเหยียบมุก 5 ตะกอ และการทอจก
กระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (โดยละเอียด) :

  1. ออกแบบลวดลาย
    ครูจงจรูญใช้วิธีการออกแบบลายผ้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยเน้นไปที่ลายโบราณ แต่จะมีการนำลายมาประยุกต์เล็กน้อยด้วยการเปลี่ยนสีหรือการนำลายโบราณมาผสมผสานกันให้เกิดเป็นผ้าซิ่นผืนใหม่มีความสวยงามร่วมสมัย แล้วลอกลวดลายเหล่านี้ออกมาให้เข้าใจง่ายขึ้นลงบนแผ่นกระดาษ เพื่อนำไปเป็นต้นแบบของการทอซิ่นแต่ละส่วน
  2. ฟอกไหม (ทำความสะอาดเส้นไหม)
    เป็นการขจัดกาวไหม สิ่งสกปรกต่าง ๆ และสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ที่ติดมากับเส้นไหมออกก่อนการนำไปย้อม โดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติ 20 ลิตร ผสมกับนำ้เหลว หรือน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำเส้นไหม 1 กิโลกรัม แช่ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำขึ้นจากน้ำแล้วนำเส้นไหมไปต้มประมาณ 30 นาที  แล้วนำมาล้างให้สะอาด และตากให้แห้ง จะได้เส้นไหมที่นิ่ม และขาวขึ้น ทำให้ย้อมติดสีได้ดีขึ้นด้วย
  3. การย้อมไหม ย้อมไหมโดยใช้วัตถุดิบให้สีจากธรรมชาติ ได้แก่
    สีดำ ได้จาก มะเกลือ
    สีเหลือง ได้จาก ลูกมะกาย หรือ แก่นไม้ขนุน
    สีแดง หรือ สีชมพู  ได้จาก ครั่ง
    สีน้ำเงิน ได้จาก คราม
    สีเขียว ได้จาก ใบสมอ หรือ ไม้มะกาย และคราม
    สีม่วง ได้จาก คราม และครั่ง
    สีน้ำตาล ได้จาก เปลือกไม้ประดู่ หรือ เปลือกสะเดา
    สีน้ำตาลทอง ได้จาก เปลือกไม้รัง หรือ ไม้เต็ง
    -  การย้อมไหมจากวัตถุดิบให้สีที่เป็นเปลือกไม้  ใช้อัตราส่วนเปลือกไม้ 4 กิโลกรัม ต่อ ไหม 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำประมาณ 20 ลิตร นำเปลือกไม้มาทุบให้แตก แช่น้ำไว้ 1คืน แล้วนำมาต้มน้ำเดือด ประมาณ 2 ชั่วโมง ทิ้งไว้ซักพักกรองเอากากไม้ออก นำเส้นไหมที่ทำความสะอาดแล้ว ใส่ห่วง จำนวน 5 ไจ ต่อ 1 ห่วง ต้มในอุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส โส่สารเคลือบหรือกระตุุ้น (mordant) เช่น สารส้ม เกลือ น้าด่าง พลิกกลับทุก 5 นาที ใช้เวลาต้มประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วยกใส่ภาชนะที่ปิดฝามิดชิด (ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมาล้างที่อุณหภูมิปกติจากนั้นนำไปตากให้แห้ง
    - การย้อมไหมจากวัตถุดิบให้สีที่เป็นใบไม้ ให้นำใบไม้มาสับแล้วใช้อัตราส่วนและวิธีการย้อมเช่นเดียวกันกับเปลือกไม้ทุกขั้นตอน
  4. กวักไหม หรือ กรอไหม เป็นการนำไหมที่ย้อมสีและตากจนแห้งแล้วมาเข้าเครื่องกวัก ด้วยการหมุนให้ไหมพันรอบกวัก เพื่อให้ไหมมีความเรียบตึงเสมอกัน เพื่อพักไว้ก่อนนำไปโว้นไหมหรือปั่นหลอด
  5. โว้นไหม หรือเครือไหม (ภาษาเหนือเรียกเส้นยืนว่าเครือ)  คือการทำไหมเป็นเส้นยืนหรือเครือหูก โดยการนำเส้นไหมจากกวัก พาดผ่านบนราวด้านบนเแล้วดึงลงมาใส่ เผียขอ (หลักไม้มีขอตั้ง ที่ใช้เดินไหมหรือเครือไหม) เดินไหมตามระยะที่คำนวณไว้แล้ว เพื่อให้ได้ความกว้างและความยาวของผ้าตามที่ต้องการ แล้วนำไหมจากเผียขอมาพาดบนกี่เพื่อเตรียมสืบเส้นยืน (เครือหูก)
  6. สืบเส้นยืนและเข้าตะกอ ด้วยการสืบไหมเส้นยืนเข้ากับแกนม้วนเส้นยืน และร้อยปลายไหมแต่ละเส้นเข้าในตะกอและฟันหวี ด้วยการสอดเส้นไหมเข้าฟันหวีที่มีความละเอียด 40 ช่อง ต่อ 1 หลบ (80 เส้น) สำหรับการสอดเข้าฟันหวีในส่วนที่จก ให้สอดเส้นไหมเข้าช่องละคู่ (2 เส้น) ในส่วนที่เป็นริมผ้าให้สอดช่องละ 2 คู่ ( 4 เส้น) ม้วนไหมที่เข้าฟันหวีเข้ากับสะป้าน (ไม้กลึงกลม, เหลากลม หรือวัสดุที่เรียบกลม) เพื่อให้ไหมตึงเรียบเสมอตลอดความยาว ส่วนด้านข้างของเส้นไหมทั้งสองข้างหนีบด้วยไม้ผัง เพื่อไม่ให้ขอบผ้าสอบเข้า หรือกลางออกขณะทอ
  7. เตรียมไหมเส้นพุ่ง กรอไหมที่ย้อมแล้วใส่หลอด (ทำจากไม้ไผ่ หรือวัสดุเหมาะสม มีรูตรงกลาง)  กรอใส่ในปริมาณที่เหมาะสม นำไปบรรจุกระสวย โดยนำไม้ก้านมะพร้าว หรือวัสดุแท่งตรง ความยาวตามช่องกลางกระสวย สอดเข้าไปในรูแกนของหลอดแล้วนำไปใส่ช่องในกระสวย สอดก้านแกนยึดไปในช่องที่หัวกระสวย เพื่อป้องกันไม่ให้แกนหลอดหลุดออกจากกระสวยขณะทอ
  8. ทอผ้า การทอซิ่นหนึ่งผืนจะใช้กรรมวิธีการทอ 2 อย่าง คือการทอธรรมดา และ การทอจก
    การทอธรรมดา โดยการเหยียบไม้ที่ผูกตะกรอ เส้นยืนจะถูกแยกออก และเกิดช่องว่างให้สอดกระสวยด้ายพุ่งผ่านได้ เมื่อพุ่งกระสวยแล้วต้องกระทบฟืมทุกครั้ง เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน หรือทอคล้องกับเส้นด้ายของกระสวยที่อยู่กับที่แล้วไขว้เส้นด้ายกันก่อนพุ่งกลับ เมื่อพุ่งกระสวยแล้วให้กระทบฟืมทุกครั้ง เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกันจนได้เนื้อผ้าที่แน่นหนาโดยให้กระทบแรงพอประมาณ ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้
    การทอจก  เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษ สอดขึ้นลง ด้วยการใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว จกเส้นยืนขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับลวดลายได้หลากสี เป็นการจกแบบ “คว่ำลายลง” คือ จกจากด้านหลังของผ้า  เมื่อจกครบแถวให้พุ่งกระสวย 1 ครั้ง (โดยกระสวย 1 อยู่กับที่และใช้อีกกระสวย 1 พุ่งเส้นด้ายมาคล้องกับเส้นด้ายของกระสวยที่อยู่กับที่) แล้วกระทบฟืมอย่างน้อย 2 ครั้ง ส่วนการเก็บเงื่อนเส้นจกใช้วิธีการเก็บด้านบน โดยต้องเก็บให้เป็นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีเส้นไขว้กันไปมา จะเก็บเมื่อเริ่มต้นขึ้นลวดลายใหม่ หรือเก็บเมื่อต่อเส้นจกเมื่อเส้นจกลายหมด เมื่อทอและจกเสร็จแล้วนำออกจากอุปกรณ์ ผ้าที่ได้ต้องมีลวดลายแน่นเรียบคล้ายกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สามารถใช้ได้ทั้งสองหน้า สังเกตได้คือเมื่อขยี้ด้วยมือตรงลวดลายก็ไม่มีขาดหรือหลุดลุ่ยนั่นเอง
  9. เย็บต่อผ้าซิ่น เพื่อประกอบผ้าส่วน เอวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น เป็นผืนซิ่น ด้วยวิธีการต่อซิ่นแบบโบราณด้วยการเย็บมือ ซึ่งการต่อแต่ละส่วนจะใช้วิธีเย็บที่แตกต่างกันไป


ข้อมูลแหล่งที่มา