ผ้าโฮลลายน้ำไหล

กลุ่มงานศิลปหัตถกรรม ประเภทงานหัตถศิลป์ไทย

ผ้าโฮลลายน้ำไหล เป็นผ้าทอ 3 ตะกอ เหยียบและขึ้นลายมัดหมี่ 1 หัว ( 21 ลำ)  เป็นลายผ้าโบราณลายน้ำไหล ปลายผ้าด้านที่เริ่มต้นทอมี “เจือย” (ลายผ้าที่ทอก่อนการทอเข้าผืนจริง) ทอเปิดลายเป็นลายน้ำไหล อันเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการทอผ้าของชาวสุรินทร์

เดิมทีผู้ที่ใช้ผ้าโฮลลายน้ำไหลนี้มักจะมีเฉพาะผู้มีฐานะ หรือข้าราชการระดับสูง ต่อมาภายหลังเมื่อชาวบ้านมีฝีมือการทอผ้าโฮลได้แล้ว จึงสามารถทอผ้าสำหรับใช้เองได้ อีกทั้งยังทอไว้เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่นเป็นผ้านุ่งสำหรับคู่บ่าวสาว หรือผ้านุ่งของนาคในบุญงานบวช

ประเภทงานหัตถกรรม :
เครื่องทอ
กลุ่มวัฒนธรรม :
ไทย-เขมร
ขนาด :
กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร
วัสดุ :
1. เส้นไหม 2. สีย้อมไหมจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ - ผลมะเกลือ ให้สีดำ - ครั่ง ให้สีแดง - เปลือกมะพูด (ภาษาเขมรเรียก “ประโฮด”) ให้สีเหลือง - คราม ให้สีฟ้า 4. สารธรรมชาติช่วยในการติดสี ได้แก่ - มดแดง, ใบเหมือดแอ, ใบมะขาม, สารส้ม 5. เกลือ 6. เชือกล้วย หรือ เชือกฟาง
อายุ/ปีที่ผลิต :
2537
รายละเอียดชิ้นงาน

เทคนิคที่ใช้ : ทอผ้ามัดหมี่  3  ตะกอ และย้อมสีธรรมชาติ
กระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (โดยละเอียด) :

  1. การออกแบบลวดลายครูเอือมนำลวดลายต้นแบบมาจากลายผ้าโบราณ โดยนำมาแกะลายแล้วเขียนลายลงบนตารางกราฟเพื่อนำไปเป็นแบบใช้ในขั้นตอนของการมัดหมี่
  2. การฟอกไหม
    เป็นการขจัดกาวไหม สิ่งสกปรกต่าง ๆ และสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ที่ติดมากับเส้นไหมออกก่อนการนำไปย้อม โดยการนำผงด่างล้างไหมมาละลายในน้ำร้อน ( ใช้ผงด่างล้างไหม 1 ซอง สำหรับเส้นไหม 1 กิโลกรัม ) แล้วนำเส้นไหมลงไปต้มประมาณ 30 นาที ระหว่างนี้ให้พลิกเส้นไหมไปมาเพื่อให้น้ำด่างเข้าไปล้างเส้นไหมได้อย่างทั่วถึง ไหมจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีขาว จากนั้นนำมาล้างในน้ำสะอาดประมาณ 3 รอบ แล้วนำเส้นไหมมากระตุกเพื่อให้เส้นไหมเรียงตัว แล้วนำไปตากจนแห้งสนิท จะได้เส้นไหมที่นิ่ม และขาวขึ้น ทำให้ย้อมติดสีได้ดีขึ้นด้วย
  3. การย้อมไหมเส้นยืน
    เป็นการย้อมเส้นไหมด้วยสีดำด้วยวัตถุให้สีจากธรรมชาติ คือ ผลมะเกลือ ตามขั้นตอนดังนี้
  1. นำผลมะเกลือสุกมาตำให้แตกแล้วต้มกับน้ำนาน 1 ชั่วโมง แล้วกรองออกไว้
  2. นำเส้นไหมมาล้างให้สะอาดแล้วลงแช่ในน้ำมะเกลือ บีบนวดให้เข้ากัน แล้วนำไปตาก แล้วนำกลับมาแช่ซ้ำแล้วตากอีกประมาณ 3 ครั้ง จนได้สีดำที่ต้องการ
  3. นำเส้นไหมล้างให้สะอาด แล้วนำไปแช่ในน้ำโคลนต่อนาน 7-8 ชั่วโมง แล้วล้างให้สะอาดนำขึ้นตาก ทำเช่นนี้นาน 3 วัน
  4. นำเส้นไหมมาล้างให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำละลายสารส้ม แล้วจึงนำมาล้างในน้ำสะอาดอีกหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งจนสีดำส่วนเกินหมดไป บิดน้ำออก นำขึ้นตากให้แห้ง
  1. การเตรียมไหมเส้นพุ่ง
    เป็นการนำเส้นไหมที่ฟอกแล้วมาแบ่งกลุ่มเพื่อเตรียมมัดลายก่อนนำไปย้อมด้วยการ “ค้นหมี่” คือการนำเส้นไหมมาวนรอบหลักค้นหมี่ไปทางซ้ายและทางขวา วนไปเรื่อยๆจนครบจำนวนเส้นไหมที่กำหนดแล้วจึงมัดรวมเส้นไหมให้เป็น 1 ลำ แล้วจึงพันเส้นไหมวนต่อไปในในลำที่ 2 ต่อเน่ืองกันไปจนครบ ซึ่งลายในผืนผ้าโฮลต้นแบบจะใช้ไหมเส้นพุ่งจำนวน 21 ลำ เรียกเป็น 1 หัว โดยเส้นพุ่งแต่ละลำจะแยกเป็นอิสระออกจากกันไม่ให้มีเส้นพุ่งของลำใดเชื่อมต่อกันเลย
  2. การมัดหมี่และย้อมไหมเส้นพุ่ง  : เป็นการสร้างลวดลายของเส้นไหมแต่ละลำตามการวางลายจากตารางกราฟที่ได้ออกแบบไว้ ด้วยการใช้วัสดุที่ไม่ดูดซึมสี เช่น เชือกกล้วย หรือเชือกฟาง มัดปิดลำไหมแต่ละลำเพื่อปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้สีย้อมซึมเข้าไปได้ แล้วจึงนำไปย้อมด้วยวัตถุให้สีจากธรรมชาติ ตามขั้นตอนดังนี้
  1. “มัดหมี่”  โดยใช้เชือกกล้วยหรือเชือกฟางมัดปิดเส้นไหมในส่วนท่ีเป็นสีขาว หรือส่วนที่จะทำเป็นเหลือง สีเขียว  และสีฟ้า เอาไว้
    2)  นำเส้นไหมไปย้อมสีเแดงจากครั่ง ตามขั้นตอนดังนี้
    - สกัดน้ำครั่ง โดยนำครั่งไปตำให้ละเอียด นำไปนวดในน้ำร้อนแล้วกรองออกไว้
    - ต้มสารธรรมชาติที่ทำให้ติดสี  ได้แก่ มดแดง, สารส้ม, ใบเหมือดแอ และใบมะขาม กรองออกไว้
    - นำน้ำมดแดง, น้ำสารส้ม, น้ำใบเหมือดแอ และน้ำใบมะขาม อย่างละ 1 ถ้วย ผสมกับน้ำครั่ง ให้ได้สีแดงที่ต้องการ
    - นำเส้นไหมมัดหมี่มาล้างให้สะอาด แล้วแช่ลงในน้ำครั่งที่ผสมสารติดสีแล้ว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงนำขึ้นตั้งไฟต้มในวันถัดไป ประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะต้มให้พลิกเส้นไหมไปมาเพื่อให้น้ำครั่งซึมเข้าเส้นไหมได้อย่างทั่วถึง นำขึ้นตากให้แห้ง
    -  นำเส้นไหมมาล้างให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำละลายสารส้ม แล้วจึงนำมาล้างในน้ำสะอาดอีกหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งจนสีครามส่วนเกินหมดไป บิดน้ำออก นำขึ้นตาก
  2. “โอบหมี่” (การมัดหมี่ครั้งที่สองเพื่อเก็บสีลายจากการมัดครั้งที่หนึ่งไว้หลังจากการมัด) ด้วยการใช้เชือกมัดปิดสีแดงทั้งหมด แล้วใช้มีดตัดปมเชือกเปิดส่วนที่จะทำเป็นเหลืองออก
    4)  นำเส้นไหมไปย้อมสีเหลืองจากมะพูด (ภาษาเขมรเรียก “ประโฮด”) ตามขั้นตอนดังนี้
    - สับเปลือกมะพูด แล้วนำไปต้มให้เดือดจนได้น้ำเป็นสีเหลือง แล้วกรองออกไว้
    - นำน้ำมะพูดที่กรองแล้วตั้งไฟ แล้วนำเส้นไหมมัดหมี่ลงไปต้มในน้ำมะพูดประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะต้มให้พลิกเส้นไหมไปมาเพื่อให้น้ำมะพูดซึมเข้าเส้นไหมได้อย่างทั่วถึง นำขึ้นตากให้แห้ง
    - นำเส้นไหมมาล้างในน้ำสารส้ม ต่อด้วยน้ำสะอาดประมาณ 3 รอบ แล้วนำไปตากจนแห้งสนิท
  3. ใช้มีดตัดปมเชือกเปิดออกทั้งหมด จะมองเห็นเป็นลวดลายตามแบบได้ชัดเจนขึ้น แล้วจึง “โอบหมี่” ในรอบสุดท้ายเพื่อเปิดปิดสี หากส่วนใดต้องการสีฟ้าให้เปิดสีขาวไว้ ต้องการสีเขียวให้เปิดสีเหลืองไว้ ต้องการสีดำให้เปิดสีแดงไว้ ต้องการสีเหลืองให้โอบปิดสีเหลืองไว้  ต้องการสีแดงให้โอบปิดสีแดงไว้ ต้องการสีขาวให้โอบปิดสีขาวไว้ เมื่อโอบหมี่เรียบร้อยแล้วจึงนำไปย้อมครามซึ่งเป็นการย้อมเย็นตามขั้นตอนดังนี้
    - เตรียมน้ำครามไว้ให้พอเพียงกับการย้อม 3 รอบ
    - ต้มสารธรรมชาติที่ทำให้ติดสี  ได้แก่ มดแดง, สารส้ม, ใบเหมือดแอ และใบมะขาม กรองออกไว้
    - นำน้ำมดแดง, น้ำสารส้ม, น้ำใบเหมือดแอ และน้ำใบมะขาม อย่างละ 3 ถ้วย ผสมกับน้ำครามให้ได้สีฟ้าที่ต้องการ แบ่งเทใส่หม้อ 3 หม้อ
    - นำเส้นไหมมัดหมี่มาล้างให้สะอาด แล้วแช่ลงในน้ำครามที่ผสมสารติดสีแล้ว หม้อที่ 1 บีบนวดให้เข้ากัน
    - นำเส้นไหมไปตากผึ่งแดด
    - นำเส้นไหมไปแช่ลงในหม้อครามซ้ำอีกครั้ง ในหม้อที่ 2 และหม้อที่ 3 ตามลำดับขั้นตอนเดิม จนกระทั่งได้สีที่ต้องการ นำขึ้นตากให้แห้ง
    - นำเส้นไหมมาล้างให้สะอาด ตัดเชือกทั้งหมดออก แล้วแช่ในน้ำละลายสารส้ม แล้วจึงนำมาล้างในน้ำสะอาดอีกหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งจนสีครามส่วนเกินหมดไป บิดน้ำออก นำขึ้นตากให้แห้ง
  1. การบรรจุเส้นพุ่งเข้ากระสวย : เมื่อย้อมไหมเส้นพุ่งครบทั้ง 3 ครั้งแล้ว จะได้สีทั้งหมด 6 สี คือ สีขาวของไหมธรรมชาติ, สีเหลือง, สีแดง, สีเขียว, สีฟ้า และ สีม่วง (จากการย้อมแดงและฟ้า) นำเส้นไหมแต่ละลำกรอใส่กระสวย
  2. การเตรียมไหมเส้นยืนเข้าฟืม (ฟันหวี)
    นำเส้นไหมยืนที่ย้อมเป็นสีดำแล้ว ไปเดินเส้นยืนด้วยฟืมหรือฟันหวี ขนาด 60 หลบ เก็บตะกอแบบ 3 ตะกอ ดึงปลายไหมเส้นยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ นำเข้ากี่ทอผ้า
  3. การทอผ้า
    วิธีการทอ คือการกดเครื่องแยกหมู่ตะกอเพื่อให้ไหมเส้นยืนถูกแยกออกและเกิดช่องว่างเพื่อสอดกระสวยไหมเส้นพุ่งผ่าน แล้วกระทบด้วยฟืม (ฟันหวี) เพื่อให้ไหมเส้นพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา สลับตะกอสอดกระสวยไหมเส้นพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ
ข้อมูลแหล่งที่มา