ขิมผีเสื้อประดับมุกลายปลาทอง

กลุ่มงานศิลปหัตถกรรม ประเภทงานหัตถศิลป์ไทย

ขิมผีเสื้อประดับมุกลายปลาทอง เป็นผลงานการสร้างสรรค์เชิงประยุกต์ ที่ครูจักรกริศษ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปร่วมกิจกรรม SACIT Cross Cultural Crafts กลุ่มงานลงรักประดับมุก ณ ประเทศเกาหลี ในปี 2560 โดยสร้างสรรค์ผ่าน “ปลา” ซึ่งเป็นสัตว์มงคล ด้วยตัวเลขมงคลคือเลข 5 และผสมผสานลวดลายไทยแบบที่ได้รับความนิยมในประเทศเกาหลี เพิ่มความร่วมสมัยด้วยการใช้ลายตาราง ร่วมกับลายประจำยาม

ประเภทงานหัตถกรรม :
เครื่องรัก
ผู้สร้างสรรค์ :
ขนาด :
กว้าง 13.5 นิ้ว ยาว 32 นิ้ว สูง 4.5 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางลายปลาทอง 9.5 นิ้ว
วัสดุ :
ขิมผีเสื้อ เปลือกหอยมุกไฟ เปลือกหอยเป๋าฮื้อ แผ่นทองเหลืองหนา 0.8 มิลลิเมตร และยางรักธรรมชาติ
อายุ/ปีที่ผลิต :
2564
รายละเอียดชิ้นงาน

เทคนิคที่ใช้:    การเจียรและตัดแต่งเปลือกหอย และการประดับมุก

กระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงาน :
• การออกแบบลาย

  1. พิจารณรูปทรงของขิมผีเสื้อที่มีส่วนฝาและส่วนตัวขิมทำจากไม้สัก โดยออกแบบและสร้างสรรค์รูปแบบลวดลายตามลักษณะเฉพาะของขิมผีเสื้อ แล้วจึงร่างแบบลงบนกระดาษ โดยเอกลักษณ์ของการออกแบบลายในงานลงรักประดับมุกคือการออกแบบลายที่มีลักษณะเป็น “ลายตัวขาด” การเขียนลายให้แยกขาดกันเป็นตัวๆ เป็นเส้นคู่ เพื่อให้ช่างสามารถฉลุลายบนเปลือกหอยที่มีลักษณะโค้งและมีพื้นที่ใช้งานจำกัด
  2. เมื่อได้ลวดลายที่สมบูรณ์แล้วจึงวาดแบบลงบนกระดาษไขเพื่อให้ได้เส้นลายที่คมชัด แล้วนำไปคัดลอกจำนวน 3 ชุด สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

- สำเนาลายชุดที่ 1 สำหรับใช้ติดบนเปลือกหอยเพื่อฉลุในลักษณะลายตัวขาด

  • สำเนาลายชุดที่ 2 สำหรับใช้ติดเปลือกหอยที่ฉลุลายแล้วตามแบบ ก่อนนำไปประดับลายบนพื้นผิวชิ้นงาน
    - สำเนาลายชุดที่ 3 สำหรับเก็บไว้เป็นต้นแบบลายประกอบการซ่อมแซมลวดลายประดับมุกของชิ้นงานที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

• การเตรียมเปลือกหอยสำหรับงานประดับมุก ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1.หอยโข่งทะเล

  1. นำหอยโข่งทะเล (เดิมเรียกว่าหอยอูด) หรือหอยมุกไฟ ซึงหาได้ในทะเลและมหาสมุทรในแถบจังหวัดภูเก็ต ประเทศพม่า อินโดนีเซีย และแถบมหาสมุทรอินเดีย  ซึ่งครูจักรกริศษ์ซื้อมาจากผู้แทนจำหน่ายในจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดระนอง ราคากิโลกรัมละ 1,500 – 1,700 บาท (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2565)

  2. นำหอยโช่งทะเลมาขัดลอกหินปูนที่หุ้มเปลือกหอยออก โดยใช้หินเจียรขนาด ¼ หรือ ½ โดยขัดแต่งเปลือกหอยจนถึงชั้นเปลือกหอยสีขาว ซึ่งเป็นส่วนที่นำไปใช้ในการประดับมุก สำหรับการขัดในขั้นตอนนี้จะได้เปลือกหอยมุกที่มีความหนาประมาณ 0.1 – 0.2 มิลลิเมตร หรือมีขนาดความหนาเท่ากับเหรียญ 1 บาทไทย

  3. ตัดเปลือกหอยเฉพาะส่วนที่สามารถนำไปใช้งานได้ คือส่วนเปลือกโค้งรอบเปลือกหอย โดยมอเตอร์ตัดไปตามส่วนโค้ง คงเหลือส่วนแกนหอยที่ช่างทำหัวโขนจะนำไปทำเป็นเขี้ยวยักษ์หรือเขี้ยวลิงต่อไป ทั้งนี้หอยโข่งทะเล 1 ตัวน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรรม มีพื้นที่ส่วนเปลือกหอยที่สามารถนำมาทำเป็นลวดลายประดับมุกได้ประมาณ 15 – 20 ตารางเซนติเมตร เท่านั้น เนื่องจากเนื้อเปลือกหอยส่วนที่เหลือมีรูปทรงที่ไม่เหมาะสม และไม่มีแสง ไม่มีสี ปราศจากคุณสมบัติสะท้อนไฟซึ่งเป็นความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของงานลงรักประดับมุก

  4. นำลายที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาติดบนเปลือกหอยตามสัดส่วนต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่เปลือกหอยในส่วนที่ให้สีสันสวยงามได้มากที่สุด

  5. ใช้โครงเลื่อยฉลุเลื่อยลายให้แยกออกจากแผ่นเปลือกหอยเป็นตัวๆ แล้วนำชิ้นลายแต่ละตัวมาขัดแต่งขอบลายเพื่อลบคมเลื่อยและทำให้ลายคมชัดด้วยตะไปและกระดาษทราย จากนั้นนำลายไปติดบนกระดาษสำเนาลายที่เตรียมไว้ด้วยกาวน้ำ ประกอบจนเป็นลายที่สมบูรณ์

  6. นำแผ่นเปลือกหอยขนาดต่างๆ มาเจียรเป็นลายมาตรฐานต่างๆ ประกอบด้วย ลายเกล็ดเต่า ลายประจำยาม ลายเส้นขนาดต่างๆ สำหรับจัดองค์ประกอบและจัดสัดส่วนลายตามลักษณะโครงสร้างของขิมผีเสื้อ ซึ่งขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้ความชำนาญของช่างเป็นอย่างมาก เนื่องจากลายมาตรฐานต่างๆ เป็นการกำหนดสัดส่วนและจังหวะลายระหว่างการเจียรกับมอเตอร์โดยใช้ใบตัดขนาด 0.30 มิลลิเมตร เพื่อใช้ประกอบลายต่างๆ บนพื้นผิวชิ้นงาน

2. หอยเป๋าฮื้อ หรือหอยร้อยรู ผู้สร้างสรรค์เลือกใช้หอยเป๋าฮื้อสีเขียว ซึ่งมีประกายสีทอง พบในทะเลอันดามัน แถบจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต บริเวณอ่าวไทย รวมถึงท้องทะเลในประเทศจีนและเวียดนาม มาสร้างสรรค์เป็นส่วนของลวดลายโขดหินและประการัง โดยการเจียรผิวของหอยเป๋าฮื้อส่วนที่มีลวดลายและประกายแสงตามต้องการให้มีความบางประมาณ 0.1-0.2 มิลลิเมตร เพื่อนำมาประดับร่วมกับลวดลายที่สร้างสรรค์จากหอยโข่งทะเล และแผ่นทองเหลืองที่ออกแบบและตัดเป็นโครงร่างของตัวปลาทอง

• การประดับลายลงบนผิวชิ้นงาน

  1. เตรียมพื้นผิวชิ้นงานด้วยการทารักน้ำเกลี้ยง (น้ำยางรักบริสุทธิ์ที่ได้จากการกรองสิ่งสกปรกและขับน้ำจากยางรักดิบเรียบร้อยแล้ว ใช้สำหรับการถมพื้นทาผิว และการผสมรักสมุก)
  2. หากต้องการให้ลายติดแน่นบนชิ้นงานให้ตัดผ้าขาวบางที่มีลักษณะคล้ายตาข่ายละเอียดติดบนผิวงาน และทารักน้ำเกลี้ยงอีกครั้งก่อนนำแผ่นลายที่ประกอบลายบนกระดาษไขเรียบร้อยแล้วลงบนชิ้นงาน
  3. ทายางรักน้ำเกลี้ยงเคลือบทับหน้าลายอีกชั้นหนึ่งเพื่อประสานลายประดับมุกให้ติดแน่นสนิทกับผิวชิ้นงานก่อนนำไปถมลาย

• การถมลาย ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
   1) การถมลาย ครั้งที่ 1 ผสมรักสมุก (ยางรักดิบที่ผ่านการกรองเรียบร้อยแล้วผสมผงถ่านจากการเผาใบตองแห้ง กะลามะพร้าว เศษใบไม้ใบหญ้าในท้องถิ่น แล้วนำมาตำให้ละเอียดจนเป็นผงสีดำสนิท และนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางจนได้เนื้อผงถ่านที่มีเนื้อเนียนละเอียด ผสมให้เข้ากันจนได้เนื้อสมุกที่ข้นและเหนียว) แล้วจึงนำไปทาหรือปาดให้เต็มช่องว่างทั่วทั้งชิ้นงาน ระหว่างทาให้กดเกลี่ยให้รักสมุกติดและถมเนียนเรียบไปกับผิวของเปลือกหอย  และทิ้งไว้ให้รักแห้ง  เนื่องจากยางรักธรรมชาติใช้เวลาในการแห้งติดชิ้นงานแต่ละครั้งนานถึง 7 วัน ช่างจึงมีเวลาในการเก็บรายละเอียดชิ้นงานได้ อย่างไรก็ตามในการลงยางรัก มักทำในช่วงเดือนพฤศจิกายน - เดือนมีนาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศแห้ง และไม่ร้อนจัด ทำให้ยางรักไม่เยิ้มและแห้งไวกว่าการทายางรักในช่วงฤดูกาลอื่น หลังจากยางรักแห้งสนิทแล้วจึงขัดเปิดหน้าชิ้นงานด้วยกระดาษทรายน้ำเบอร์ 60

2) การถมลาย ครั้งที่ 2 นำรักสมุกมาทาให้ทั่วทั้งชิ้นงานอีกครั้ง เพื่อถมพื้นผิวให้เรียบ เมื่อยางรักแห้งสนิทดีแล้วจึงขัดผิวชิ้นงานด้วยกระดาษทรายน้ำเบอร์ 150 กับกระดาษทรายน้ำเบอร์ 500

3) การถมลาย ครั้งที่ 3 หรือการปิดตามด คือการเก็บรายละเอียดชิ้นงานส่วนที่เป็นหลุม ฟองอากาศหรือรอยของพื้นรักที่เกลี่ยไว้เดิมให้เรียบเสมอกัน โดยใช้รักสมุก จากนั้นรอให้แห้ง เมื่อแห้งสนิทดีแล้วจึงขัดด้วยกระดาษทรายน้ำเบอร์ 1,000 ขัดจนเห็นเนื้อลวดลายของเปลือกหอยมุกที่สดใสแวววาวทั้งชิ้นงาน

4) การขัดมัน คือการเพิ่มลักษณะพื้นผิวที่มันวาวบนชิ้นงานลงรักประดับมุกด้วยการใช้ใบตองแห้งหรือกาบมะพร้าวแห้งขัดผิวชิ้นงานลงรักประดับมุก ปัจจุบันช่างสามารถประยุกต์ใช้น้ำมันพืชหรือไขปลาวาฬที่ใช้ในงานจิวเวลรีชุบกับผ้าที่มีผิวสัมผัสอ่อนนุ่มขัดบนตัวชิ้นงานเพื่อเพิ่มความมันวาว เกิดมิติแสงที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของงานลงรักษ์ประดับมุก

ข้อมูลแหล่งที่มา