งานลงรักประดับมุกไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีการสร้างสรรค์มาตั้งแต่สมัยใด อย่างไรก็ตามมีการกล่าวถึงที่มาของเครื่องรักว่าเป็นองค์ความรู้การสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน ดังปรากฎหลักฐานการใช้เครื่องรักอย่างแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ฮั่น ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 8 จึงเชื่อได้ว่าชาวจีนเป็นชนชาติที่รู้จักการนำยางรักมาใช้ก่อนชนชาติอื่นและต่อมาจึงเผยแผ่ความนิยมการใช้เครื่องรักตลอดจนกรรมวิธีการสร้างสรรค์ไปยังประเทศต่างๆ ผ่านการค้าขาย อิทธิพลทางศิลปกรรม และวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไทย เวียดนาม และพม่า ซึ่งปัจจุบันประเทศต่างๆ เหล่านี้ยังคงปรากฎการรังสรรค์งานเครื่องรักที่งดงามหลากหลายประเภท
“เครื่องรัก” เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีการใช้ “รัก” หรือ “ยางรัก” เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่างๆ โดยงานเครื่องรักในประเทศไทยมีการผสมผสานร่วมกับงานศิลปกรรมหลายประเภท ทั้งงานประณีตศิลป์ มัณฑนศิลป์ วิจิตรศิลป์ และงานหัตถกรรมพื้นบ้าน มีการสันนิษฐานว่างานเครื่องรักของไทยได้รับอิทธิพลและมีการสืบทอดภูมิปัญญาการสร้างสรรค์มาจากประเทศจีน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการได้รับการถ่ายทอดงานเครื่องรักในประเทศพม่า อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานลงรักประดับมุกเป็นงานประณีตศิลป์ที่ทำได้ยาก ต้องใช้ความชำนาญของผู้สร้างสรรค์ ตลอดจนมีค่าแรงสูง งานลงรักประดับมุกจึงมิได้สร้างสรรค์เพื่อเป็นสินค้าพาณิชย์มาแต่โบราณ นิยมสร้างสรรค์เพื่อประกอบในพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพิธีสำคัญทางศาสนา
ความวิจิตรงดงามของงานลงรักประดับมุก ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นสูง โดยนิยมนำไปใช้ประดับตกแต่งหุ่นไม้ โต๊ะหมู่บูชา บานประตู หน้าต่างของพระอุโบสถ ประกอบกับความซับซ้อนในการสร้างสรรค์ซึ่งมีมากกว่า 10 ขั้นตอน และต้องอาศัยความชำนาญของผู้สร้างสรรค์ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหลากหลายประเภททั้ง การเขียนลายไทย การประกอบลาย การฉลุลาย จนถึงความละเอียดและความประณีตในแต่ละขั้นตอน งานลงรักประดับมุกจึงเป็นหนึ่งในมรดกทางภูมิปัญญา ที่ถ่ายทอดความงดงามผ่านการสร้างสรรค์ไว้อย่างมีเอกลักษณ์ และเหนือกาลเวลา